วันที่ลงบทความ:
29 ต.ค. 2569

บ้านที่สวยในรูป กับบ้านที่อยู่แล้วสบาย อาจไม่ใช่บ้านเดียวกัน

บ้านที่สวยในรูป กับบ้านที่อยู่แล้วสบาย มุมนั่งพักหน้าผนังกระเบื้องดินเผาแปะผนัง กับต้นไม้

กลับถึงบ้านที่ตั้งใจแต่งไว้อย่างดี ทิ้งตัวลงบนโซฟา แต่ก็ยังรู้สึกล้าอยู่ดี เคยเป็นแบบนี้ไหม

บางทีสิ่งที่ขาดไปอาจไม่ใช่ของแต่งบ้านอีกชิ้น แต่เป็น "จังหวะพักสายตา" ที่ทำให้เราได้ละจากงาน หน้าจอ และเรื่องวุ่น ๆ รอบตัวสักครู่

หลายคนคงเคยรู้สึกหัวโล่งขึ้นหลังจากได้มองต้นไม้ ท้องฟ้า หรือเดินเล่นในสวนสั้น ๆ ความรู้สึกนี้มีนักจิตวิทยาศึกษาไว้ และเรียกว่า Attention Restoration Theory หรือทฤษฎีการฟื้นฟูความใส่ใจ

บทความนี้ช้างดินจะพาไปดูว่างานวิจัยบอกอะไรบ้าง แล้วนำมาปรับใช้กับบ้าน ออฟฟิศ และคาเฟ่แบบทำได้จริง

Attention Restoration Theory คืออะไร

นักจิตวิทยา Rachel และ Stephen Kaplan อธิบายว่า ทั้งวันเราใช้ "ความสนใจแบบตั้งใจ" อยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำงาน อ่านอีเมล หรือพยายามไม่สนใจเสียงรบกวนรอบตัว พอใช้ไปนาน ๆ ความสนใจแบบนี้ก็ล้าได้ เราจึงเริ่มจดจ่อยากขึ้นและหงุดหงิดง่ายขึ้น

ในทางกลับกัน ธรรมชาติดึงความสนใจเราได้แบบเบา ๆ โดยไม่ต้องฝืน เช่น ใบไม้ที่ไหวตามลม เมฆที่ลอยผ่าน หรือผิวน้ำที่กระเพื่อม Kaplan เรียกความสนใจแบบนี้ว่า soft fascination ระหว่างที่เรามองสิ่งเหล่านี้ ความสนใจแบบตั้งใจก็ได้พักไปด้วย

พูดง่าย ๆ คือ การได้ละสายตาจากงานไปมองธรรมชาติสักพัก อาจช่วยให้เรากลับมาพร้อมทำงานต่อได้ดีขึ้น

งานวิจัยบอกอะไรบ้าง

  • เดินในสวน ช่วยเรื่องสมาธิ: ทีมของ Berman, Jonides และ Kaplan (2008) ให้ผู้ร่วมทดลองเดินในสวนเทียบกับเดินในเมือง และดูภาพธรรมชาติเทียบกับภาพเมือง พบว่าหลังจากได้อยู่กับธรรมชาติ ผู้ร่วมทดลองทำแบบทดสอบด้านความใส่ใจได้ดีขึ้น
  • พักแค่ 40 วินาทีก็มีผล: Lee และคณะ (2015) ให้ผู้ร่วมทดลองพัก 40 วินาทีระหว่างทำงานที่ต้องใช้สมาธิ กลุ่มที่ได้มองภาพหลังคาที่ปลูกต้นไม้ ทำงานช่วงถัดไปได้แม่นยำกว่ากลุ่มที่มองหลังคาคอนกรีต
  • วิวต้นไม้จากหน้าต่างโรงพยาบาล: Ulrich (1984) ศึกษาข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยผ่าตัดถุงน้ำดี พบว่ากลุ่มที่ห้องพักมองเห็นต้นไม้ อยู่โรงพยาบาลสั้นกว่าและใช้ยาแก้ปวดน้อยกว่ากลุ่มที่มองเห็นกำแพงอิฐ แต่เป็นงานศึกษาขนาดเล็กในกลุ่มเฉพาะ จึงไม่ได้แปลว่าวิวธรรมชาติรักษาโรคได้

สรุป: วิวธรรมชาติ พื้นที่สีเขียว และการพักสั้น ๆ มีแนวโน้มช่วยให้ความใส่ใจได้พักในบางสถานการณ์ แต่ผลจะต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละงาน และไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนการนอนหลับหรือการดูแลสุขภาพได้

สวยในรูป กับอยู่แล้วสบาย ต่างกันตรงไหน

ห้องที่ดูดีในรูปถ่าย ไม่ได้แปลว่าอยู่แล้วจะสบายเสมอไป ห้องที่มีของให้มองเยอะเกินไปอาจรู้สึกวุ่นวาย ส่วนห้องที่เรียบจนไม่มีจุดให้สายตาได้พักเลย ก็อาจรู้สึกแข็งและไม่อบอุ่น

เป้าหมายง่าย ๆ คือ มีรายละเอียดที่สงบสักหนึ่งหรือสองจุด แล้วให้ส่วนที่เหลือโล่งพอให้ห้องได้หายใจ เช่น วิวนอกหน้าต่าง ต้นไม้ที่ดูแลไหว หรือผนังเด่นโทนดินที่มีผิวสัมผัส ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างลงในห้องเดียว

ลองเช็กมุมที่ใช้บ่อย

ลองนึกถึงมุมทำงานหรือมุมพักผ่อนของตัวเอง แล้วตอบคำถามเหล่านี้

  1. เวลาเงยหน้าจากจอ มีต้นไม้ ท้องฟ้า หรืออะไรที่มองแล้วสบายตาไหม
  2. ช่วงกลางวัน แสงธรรมชาติเข้ามาถึงโดยไม่ร้อนหรือแยงตาเกินไปไหม
  3. ของที่อยู่ในระดับสายตาดูเป็นระเบียบพอหรือยัง
  4. มีอะไรที่เชื่อมกับธรรมชาติบ้างไหม เช่น ต้นไม้ วิวข้างนอก สีโทนดิน หรือวัสดุธรรมชาติ
  5. ระหว่างวันได้ลุกขึ้น ยืดตัว หรือพักสายตาบ้างหรือเปล่า

ไม่ต้องได้ครบทุกข้อ เลือกแก้ข้อที่รบกวนชีวิตประจำวันมากที่สุดก่อน แค่นี้ก็เริ่มต้นได้แล้ว

6 วิธีจัดบ้านให้มีมุมพักสายตา

1. หันที่นั่งออกไปทางหน้าต่าง

ถ้าทำได้ ลองหันเก้าอี้อ่านหนังสือหรือโต๊ะทำงานไปทางหน้าต่าง ไม่ต้องเป็นวิวสวยมาก แค่เห็นต้นไม้สักต้นหรือท้องฟ้าก็ช่วยได้ อย่าลืมดูเรื่องแสงสะท้อนจอ ความร้อน และความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกัน

2. ให้ตัวเองได้พักสั้น ๆ จริง ๆ

ทำงานหน้าจอนาน ๆ ลองลุกเดิน ยืดตัว หรือมองออกไปไกล ๆ เป็นระยะ เลือกจังหวะที่เข้ากับงานของตัวเอง ไม่ต้องเคร่งจนกลายเป็นความกดดันอีกเรื่อง

3. รับแสงธรรมชาติแบบพอดี

ช่วงที่แดดไม่แรง เปิดม่านหรือใช้ม่านโปร่งให้แสงเข้ามา พอแดดจัดก็ค่อยปิดม่านทึบหรือใช้ฉากบังแดด ไม่จำเป็นต้องให้แดดส่องทั้งวัน แค่ให้มุมที่ใช้บ่อยสว่างสบายตาก็พอ

4. ปลูกต้นไม้เท่าที่ดูแลไหว

ต้นไม้จริงช่วยให้ห้องมีชีวิตชีวา แต่ควรเลือกชนิดที่เข้ากับแสงในห้องและเวลาที่เรามี ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาให้ความรู้สึกตรงข้ามกับที่ตั้งใจ ถ้าห้องแสงน้อยจริง ๆ ลองใช้เวลาพักออกไปเดินดูต้นไม้ข้างนอกแทน หรือแขวนภาพธรรมชาติที่ชอบ

5. ใช้วัสดุธรรมชาติเป็นจุดพักสายตา

ไม้ ผ้า หิน หวาย กระเบื้องดินเผาแปะผนัง และอิฐแปะผนัง ช่วยให้ห้องมีสีและผิวสัมผัสที่หลากหลายแบบนุ่มนวล ลองใช้เป็นผนังเด่นแค่ด้านเดียว เช่น ผนังหลังโซฟา ผนังหัวเตียง หรือผนังทางเข้า แล้วให้ผนังด้านอื่นเรียบไว้ ห้องจะได้ไม่แน่นเกินไป

ผนังดินเผาให้ "รายละเอียดที่สงบ" แบบนี้ได้เองโดยไม่ต้องตกแต่งเพิ่ม เพราะกระเบื้องดินเผาแบบไม่เคลือบได้สีมาจากเนื้อดินและไฟที่ใช้เผา แต่ละแผ่นจึงมีเฉดสีและร่องรอยของเนื้อดินแท้ต่างกันเล็กน้อย มองใกล้ ๆ มีรายละเอียดให้สายตาได้เพลิน มองไกล ๆ ทั้งผนังก็ยังดูเรียบร้อยและอบอุ่น พอแสงเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัน ผิวดินก็เปลี่ยนอารมณ์ตามไปด้วย ถ้าสนใจ ลองขอดูตัวอย่างจริงในแสงของห้องที่จะติดตั้ง หรือดูลายต่าง ๆ ได้ที่ หน้าสินค้า

6. ให้ห้องมีจุดเด่นแค่จุดเดียว

เลือกจุดเด่นหลักของห้องสักหนึ่งอย่าง จะเป็นวิวนอกหน้าต่าง ต้นไม้ใหญ่ หรือผนังดินเผาก็ได้ แล้วเก็บของที่ไม่จำเป็นออกจากระดับสายตา สิ่งที่ตั้งใจใส่ไว้จะได้โดดเด่นขึ้นมาเอง

ปรับใช้กับแต่ละพื้นที่

บ้านและคอนโด

  • ห้องนั่งเล่น: จัดที่นั่งให้มองเห็นวิวหรือผนังเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ
  • ห้องนอน: ทำผนังหัวเตียงเป็นจุดเด่นด้วยกระเบื้องดินเผาแปะผนังหรืออิฐแปะผนัง แล้วเลือกผ้าปูและของแต่งรอบ ๆ ให้เรียบขึ้น
  • มุมทำงาน: เตรียมจุดให้ละสายตาจากจอได้ เช่น ต้นไม้ หน้าต่าง หรือภาพธรรมชาติที่ชอบ

ออฟฟิศ

  • มีมุมพักที่นั่งสบายและบรรยากาศต่างจากโต๊ะทำงาน
  • ถ้ามีหน้าต่างหรือวิวสีเขียว ให้มุมพักอยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้น
  • ใช้ผนังวัสดุธรรมชาติในล็อบบี้หรือห้องรับรองเพื่อสร้างเอกลักษณ์ โดยเลือกวัสดุที่ทนและดูแลง่ายเหมาะกับการใช้งาน

คาเฟ่และร้านอาหาร

  • เลือกผนังเด่นจุดเดียวเป็นฉากหลังของที่นั่งหรือเคาน์เตอร์ แล้วให้แสงและเงาช่วยขับผิววัสดุ
  • ผนังดินเผาช่วยให้ร้านดูอบอุ่นและถ่ายรูปออกมาสวย แต่ความรู้สึกของลูกค้ายังขึ้นกับแสง เสียง การระบายอากาศ ระยะห่างระหว่างโต๊ะ และการบริการด้วย
  • ถ้าติดตั้งในจุดที่โดนน้ำ เปื้อนง่าย หรืออยู่นอกอาคาร ควรปรึกษาผู้ผลิตและช่างเรื่องการติดตั้งและการเคลือบป้องกันก่อน

สรุป

การได้มองหรืออยู่ใกล้ธรรมชาติ มีแนวโน้มช่วยให้ความใส่ใจของเราได้พัก เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้เลย เช่น หันเก้าอี้ไปทางหน้าต่าง เปิดรับแสงให้พอดี หรือให้ตัวเองได้พักสั้น ๆ ระหว่างวัน

ถ้าอยากเพิ่มบรรยากาศให้ลึกขึ้น กระเบื้องดินเผาแปะผนังและอิฐแปะผนังเป็นอีกทางเลือกที่ให้โทนสีและผิวสัมผัสจากดิน เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ ดูตัวอย่างจริงก่อนตัดสินใจ แล้วปล่อยให้ธรรมชาติ แสง และการใช้ชีวิตของเราทำงานร่วมกัน

ดูตัวอย่างสินค้าได้ที่ หน้าสินค้า หรือ ติดต่อช้างดิน ให้เราช่วยเลือกกระเบื้องสำหรับพื้นที่ของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

Biophilic Design คืออะไร? คือแนวทางการออกแบบที่ดึงธรรมชาติเข้ามาใกล้พื้นที่ที่เราใช้ชีวิต เช่น วิวข้างนอก แสงแดด ต้นไม้ น้ำ ลม สี และลวดลายที่ชวนให้นึกถึงธรรมชาติ ไม่มีสูตรตายตัว ควรเลือกใช้ให้เข้ากับพื้นที่และคนที่ใช้งาน

กระเบื้องดินเผาช่วยให้สมองได้พักจริงไหม? ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรง งานวิจัยที่พูดถึงในบทความนี้ศึกษาต้นไม้ วิวธรรมชาติ และภาพพื้นที่สีเขียวเป็นหลัก กระเบื้องดินเผาจึงเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ที่ช่วยเพิ่มโทนสีและผิวสัมผัสจากธรรมชาติให้ห้อง

รูปวิวธรรมชาติใช้แทนต้นไม้จริงได้ไหม? งานของ Berman และคณะพบว่าการดูภาพธรรมชาติก็ช่วยเรื่องความใส่ใจได้บ้าง จึงเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อพื้นที่จำกัด แต่ก็ยังไม่เท่ากับธรรมชาติจริงทั้งหมด

ห้องไม่มีหน้าต่าง ควรเริ่มจากอะไร? ใช้เวลาพักออกไปมองข้างนอกหรือเดินดูต้นไม้ใกล้ ๆ ส่วนในห้อง ลองลดของรก จัดไฟให้สบายตา และเลือกวัสดุหรือภาพที่ชอบมาช่วยสร้างบรรยากาศ

กระเบื้องดินเผาไม่เคลือบใช้ได้ทุกพื้นที่ไหม? ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับรุ่นกระเบื้อง การดูดซึมน้ำ วิธีติดตั้ง และการดูแลรักษา ถ้าจะใช้ในพื้นที่เปียก ภายนอก หรือใช้งานหนัก แนะนำให้สอบถามข้อมูลรุ่นและปรึกษาช่างก่อน และถ้าใช้ภายนอก แนะนำให้ทาน้ำยาเคลือบกันน้ำเพื่อป้องกันการดูดซึมน้ำและตะไคร่น้ำ

แหล่งอ้างอิง

  1. Kaplan, R., & Kaplan, S. (1989). The Experience of Nature: A Psychological Perspective. Cambridge University Press.
  2. Berman, M. G., Jonides, J., & Kaplan, S. (2008). The cognitive benefits of interacting with nature. Psychological Science, 19(12), 1207–1212. https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2008.02225.x
  3. Lee, K. E., Williams, K. J. H., Sargent, L. D., Williams, N. S. G., & Johnson, K. A. (2015). 40-second green roof views sustain attention: The role of micro-breaks in attention restoration. Journal of Environmental Psychology, 42, 182–189. https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.04.003
  4. Ulrich, R. S. (1984). View through a window may influence recovery from surgery. Science, 224(4647), 420–421. https://doi.org/10.1126/science.6143402
แชร์บทความไปที่